Media & Agent Fam Trip เส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (3)

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรม Media & Agent Fam Trip เส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมทั้งร่วมงาน MOTO GP Winter Test 2018 เส้นทาง จ. นครราชสีมา-บุรีรัมย์-สุรินทร์

กิจกรรมที่ 3 เยี่ยมชม วัดป่าอาเจียง บ้านหนองบัว หมู่ที่ 14 ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์

“อาเจียง หรือ อาจึง เป็นภาษาส่วย แปลว่า ช้าง” ดังนั้น “วัดอาเจียง” ก็คือ “วัดช้าง” นั่นเอง กิจกรรมนี้คือการเข้าร่วมในพิธีเซ่นไหว้ศาลปะกำ ซึ่ง “ชาวกวย หรือ กุย หรือ กูย” เคารพนับถือ

หนังปะกำ หรือ เชือกปะกำ เป็นบ่วงบาศก์ทำด้วยหนังควายที่นำมาตัดเป็นริ้วๆ แล้วตากแห้ง จากนั้นปั่นเข้ากันเป็น 3 เกลียว มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว มีความยาวประมาณ 50-80 เมตร จากนั้นจะมีพิธีอัญเชิญผีปะกำ ซึ่งเป็นวิญญาณบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวกวยเคารพบูชา ให้เข้ามาสิงสถิตย์ในเชือกบ่วงบาศก์หรือเชือกปะกำนี้

หนังปะกำ ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ชาวกูยใช้ในการคล้องช้างป่า โดยชาวกูยจะสร้างศาลหรือหอเก็บเชือกปะกำให้แยกออกจากตัวบ้าน และทุกครอบครัวจะต้องเคารพกราบไหว้เป็นประจำ ห้ามล่วงเกิน ห้ามเหยียบ ห้ามสตรีที่ไม่ใช่สายโลหิตแต่ต้องหรือขึ้นไปบนหอหรือศาลปะกำ ถ้าละเมิดเรียกว่า “ผิดขะลำ” หรือ “ผิดครู” หรือ “ผิดปะกำ” ถ้าเป็นเวลาอยู่ที่บ้านอาจทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าเป็นระยะออกจับช้างป่า อาจจะเป็นบ้า เสียสติ หรืออาจได้รับอันตรายจากช้างป่า การเซ่นสรวงศาลปะกำ จะกระทำปีละครั้ง เหมือนการทำบุญประจำปี

ส่วนเครื่องรางที่หมอช้างนำติดตัวไปด้วยนั้น จะเป็นสายรัดที่เอวที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด ซึ่งเมื่อออกมาจากป่าก็ต้องเก็บไว้บนหัวนอน ห้ามนำไปให้คนอื่นดู ซึ่งเครื่องรางนั้นมีทั้ง ต้นห่าเสื่อ เขี้ยวหมูตัน และจันทคราส เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะประกอบกิจการใดๆ ชาวกูยมักจะมีการเซ่นบวงสรวงผีปะกำก่อนเสมอ

วัดป่าอาเจียง หรือสำนักสงฆ์ป่าอาเจียง เป็นที่ตั้งของสุสานช้างแห่งเดียวในโลกที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรวบรวมกระดูกช้างที่ล้มตาย จากหลายพื้นที่ มารวบรวมกันไว้เกือบ 200 เชือก หวังให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ตระหนัก และให้สร้างความมีจิตสำนึกให้ความสำคัญช้างไทยในเชิงพระพุทธศาสนา

“สุสานช้าง” อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดสุรินทร์ หวังเป็นจุดที่คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ที่นี่จะขุดกระดูกช้างออกมาจากหลุมที่ฝังไว้ตามสถานที่ต่างๆ ก่อนจะนำมาบรรจุไว้ในหลุม มีการสร้างเป็นรูปหมวกนักรบทหารโบราณ ที่ปลายยอดแหลมเป็นดอกบัว จากปูนซีเมนต์ เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติให้ช้างไทย ครอบบรรจุกระดูกช้างไว้ภายในอีกที พร้อมเขียนระบุชื่อของช้างที่ล้มตายไว้อีกด้วย สร้างขึ้นเรียงรายเป็นระเบียบอย่างสวยงาม

นอกจากนี้ยังมี “ศาลาเอราวัณ” ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษา เรื่องราวช้างในพระไตรปิฏก และเรื่องราวของช้างใน จ.สุรินทร์ ให้เห็นถึงวัฒนธรรมความผูกพันของชาวกูยคนเลี้ยงช้าง วิถีชีวิตของคนกับช้าง โดยสร้างประติมากรรมลายนูนปูนปั้นเป็นรูปช้างหลากหลายแบบและหลายขนาด รอบศาลาเอราวัณ ที่มีความสูงกว่า 30 เมตร ได้อย่างสวยงามอลังการ

ในบริเวณใกล้เคียงกัน เป็น ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้าช้าง บ้านตากลาง เป็นสถานที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมวิถีความเป็นอยู่ ความผูกพันของคนในชุมชนและช้าง รวมทั้งประเพณีและวัฒนธรรมที่น่าชื่นชมอย่างใกล้ชิด

ชาวบ้านตากลาง แต่ละครัวเรือนจะมีช้างที่เลี้ยงไว้อาศัยอยู่รวมกัน จนช้างที่พวกตนเลี้ยงไว้เปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของตน ก่อให้เกิดสายใยความผูกพันที่แน่นเฟ้นขึ้น ระหว่างคนกับช้าง ณ บ้านตากลาง จ. สุรินทร์ ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงใหญ่ที่สุดในโลก

ชาวบ้านตากลาง ดั้งเดิมเป็น ชาวส่วย (กูย) หรือ กวย ที่มีความชำนาญในการคล้องช้างป่า ฝึกหัดช้าง และเลี้ยงช้าง ส่วนมากต้องเดินทางไปคล้องช้างบริเวณชายแดนต่อเขตประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย ปัจจุบันสภาวะการเมืองระหว่างประเทศทำให้ชาวบ้านตากลาง ไม่สามารถไปคล้องช้างเช่นแต่ก่อนได้ แต่ชาวบ้านตากลางยังคงเลี้ยงช้าง และฝึกช้างเพื่อไปร่วมแสดงในงานช้างของจังหวัดทุกปี

ลักษณะการเลี้ยงช้างของชาวบ้านตากลาง เหมือนการเลี้ยงช้างไว้เป็นเพื่อน นอนร่วมชายคาเดียวกับตน ดังนั้นถ้านักท่องเที่ยวได้ไปที่บ้านตากลาง นอกจากจะได้เห็นสภาพโรงช้างดังกล่าวแล้ว ยังจะได้สัมผัสการดำรงชีวิตของ ชาวส่วย พร้อมทั้งจะได้พบปะพูดคุยกับหมอช้าง ที่มีประสบการณ์ในการคล้องช้างมาแล้วหลายครั้งได้ตลอดเวลา รวมทั้งยังสามารถเดินทางชมจุดบริเวณที่แม่น้ำชี และแม่น้ำมูลไหลมารวมกัน ซึ่งห่างออกไปเพียง 3 กม. มีทัศนียภาพที่งดงามน่าพักผ่อนหย่อนใจ และชวนให้ศึกษาในเชิงของธรรมชาติด้วย

ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง จ.สุรินทร์ เป็นศูนย์รวมของสมาชิกช้างทั้งในบ้านกะโพ ตากลาง และจากหมูบ้านอื่นๆ ในจังหวัดสุรินทร์มากกว่า 200 ตัว ซึ่งจัดให้เป็นวิถีชีวิตที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันของคนกับช้างโดยมีทั้งบ้าน เรือนของชาวบ้านหรือที่เรียกว่าควานช้าง และมีที่อยู่ของช้างอยู่ทั่วบริเวณเป็นวิถีชีวิตที่น่าทึ่งมากๆ ไม่ว่าเราจะเดินไปบริเวณไหนเราก็จะพบเห็นช้างอยู่แทบทุกที่ ซึ่งช้างแต่ละตัวก็เป็นช้างแสนรู้น่ารัก ไม่ดุร้าย และสามารถเข้ากับคนได้ง่าย ช้างบ้านตากลางเป็นช้างบ้านที่เชื่อง นอนร่วมชายคาเรือนเดียวกันกับคน เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ช้างกับคนอยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข

สอบถามเพิ่มเติม ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง จ.สุรินทร์ โทร. 044 517461, 044 145050 และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. สำนักงานสุรินทร์ (พื้นที่รับผิดชอบ สุรินทร์, ศรีสะเกษ, บุรีรัมย์) โทร. 0 5525 2742-3, 0 5525 9907

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*