เที่ยวสงกรานต์เมืองรอง ภาคเหนือ จังหวัดสุโขทัย-กำแพงเพชร (4)

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. ภูมิภาคภาคเหนือ โดย คุณสมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการ เชิญสื่อมวลชนร่วมเดินทางเที่ยวสงกรานต์เมืองรอง ภาคเหนือ ณ จังหวัดสุโขทัย – จังหวัดกำแพงเพชร เยี่ยมชม บ้านบายศรี บ้านฟั่นเทียน และ วุฒิชัย เครื่องไทย

บายศรี เป็นของสูงเป็นสิ่งที่มีค่าของคนไทย ตั้งแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่เกิดจะจัดพิธีสังเวยและทำขวัญในวาระต่างๆ ซึ่งจะต้องมีบายศรีเป็นสิ่งสำคัญในพิธีนั้นๆ ซึ่งเป็นศาสนพิธีของพราหมณ์ 

คำว่า บาย ภาษาเขมร แปลว่า ข้าวสุก ส่วนในภาษาถิ่นอีสาน แปลว่า จับต้อง สัมผัส คำว่า ศรี เป็นคำมาจากภาษาสันสกฤตตรงกับ ภาษาบาลี ว่า สิริ แปลว่า มิ่งขวัญ 

คำว่า “บายศรี” แปลว่า ข้าวขวัญ หรือ สิ่งที่น่าสัมผัสกับความดีงาม (ความหมายของชาวอีสาน) 

บายศรี ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า ข้าวอันเป็น สิริ, ขวัญข้าว หรือภาชนะใส่เครื่องสังเวย

ในสมัยโบราณมีการเรียกพิธีสู่ขวัญ ว่า บาศรี เหตุที่เรียกว่า บาศรี เนื่องมาจากเป็นพิธีสำหรับบุคคลชั้นเจ้านายผู้ใหญ่ทำกัน จึงมีคำว่า บา อยู่ด้วย “บา” ในภาษาโบราณอีสานใช้เป็นคำนำหน้าเรียกเจ้านาย เช่น บาท้าว บาบ่าว บาคราญ เป็นต้น ส่วนคำว่า ศรี หมายถึงผู้หญิงและสิ่งที่เป็นสิริมงคล บาศรี จึงหมายถึง การทำพิธีที่เป็นสิริมงคลแต่ปัจจุบันนี้ คำว่า บาศรี ไม่ค่อยนิยมเรียกกันแล้ว มักนิยมเรียกว่า บายศรี เป็นส่วนมาก 

ประวัติความเป็นมาของพิธีบายศรีสู่ขวัญ กล่าวกันว่าพิธีบายศรีสู่ขวัญมาพร้อมกับพราหมณ์ทมิฬชานอินเดียที่อพยพมาสู่สุวรรณภูมิ หนังสือเก่าที่พบซึ่งออกในสมัยพระเจ้าอู่ทองกล่าวไว้ว่า บายเป็นภาษาเขมรแปลว่าข้าว ข้าวอันเป็นสิริมงคล ข้าวขวัญ กล่าวคือข้าวที่หุงปรุงรสโอชาอย่างดีเหมาะสมที่จะเป็นเครื่องสังเวยให้เทวดาโปรด พิธีใดเป็นพิธีเทวดาโดยตรง หรือต้องการที่จะอัญเชิญเทวดามาเป็นประธาน ต้องหาของสังเวยที่ดีและมีสีสะดุดตา ชาวทมิฬจึงมีเคล็ดลับความเชื่อในข้าวที่ย้อมสีตามสีประจำองค์เทวดา รวมถึงใช้สีล่อเทวดาฝ่ายร้ายให้ไปรวมต่างหากไม่ให้มาทำอัปมงคลให้โทษแก่มณฑลพิธีและบุคคล ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยกับทมิฬได้มีความเป็นมาอย่างเดียวกัน เนื่องจากได้มีการถ่ายทอดวัฒนธรรมต่างๆ แก่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีบวงสรวงเทวดา มีขนมต้มขาว มะพร้าวอ่อน กล้วย ข้าวย้อมสี เช่นข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวแดง ก็นำมาใช้ในพิธีไทยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ภาชนะบายศรีตองเป็นกระทงที่สำหรับบรรจุอาหาร ภายหลังเอาพานซ้อนกันขึ้นไปแล้วเอาของตั้งบนปากพาน เมื่อมีการถ่ายทอดมาที่ประเทศไทย ซึ่งมีศิลปศาสตร์ที่เจริญขึ้น กระทงใบตองก็ถูกประดิดประดอยให้สวยงามเป็นกระทงเจิม ซึ่งประดับประดาตกแต่งที่ปากกระทงให้มีความงดงามมีกระจัง มียอดแหลมตามศิลปะแบบไทยๆ


พิธีบายศรีสู่ขวัญหรือหลายท้องถิ่นในภาคอีสานจะเรียกว่าสู่ขวัญหรือสูดขวัญ ตามความเชื่อของคนไทยเชื่อกันว่าคนที่เกิดมามีขวัญประจำกายมีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษา ขวัญเป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่คอยดูแลประคับประคองชีวิต คอยเลี้ยงดู และติดตามไปทุกหนทุกแห่ง เป็นสิ่งไม่มีตัวตนคล้ายจิตหรือวิญญาณแฝงอยู่ในตัวคนและสัตว์ ซึ่งขวัญตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าในร่างกายเรามี 2 สิ่งรวมกัน คือร่างกายและจิตใจหรือขวัญ
ขวัญ คือความรู้สึก ถ้าขวัญของผู้ใดอยู่กับตัว ผู้นั้นจะมีความสุขกายสบายใจเป็นปกติ แต่ถ้าขวัญของผู้ใดหลบลี้หนีหาย ผู้นั้นจะมีลักษณะอาการตรงกันข้าม
คนไทยจึงเชื่อว่าพิธีสู่ขวัญเป็นพิธีหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมเพิ่มพลังใจให้เข้มแข็ง เมื่อมีขวัญที่มั่นคง พลังใจที่เข้มแข็งดีแล้ว ย่อมส่งผลให้การประกอบภารกิจหน้าที่นั้นๆ บรรลุผลสำเร็จได้ตามความมุ่งหมาย ซึ่งให้กำลังใจกันเมื่อมีความทุกข์ใจ หรือเสริมให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไปเมื่อมีความสุขความพอใจอยู่แล้วก็สามารถทำได้ การทำพิธีสู่ขวัญอาจทำได้ทั้งพิธีทางพระพุทธศาสนาและพิธีทางศาสนาพราหมณ์ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา

เรามาเยี่ยมชมการทำบายศรีของ น.ส.ลูกเล็ก ยียวน ชุมชนบ้านวังวน ต.สรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ซึ่งป้าเล็ก ได้อธิบายขั้นตอนการทำอย่างละเอียด รวมทั้งยินดีสอนวิธีการทำให้กับผู้สนใจทั่วไป เนื่องเพราะปัจจุบัน ไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะลงมือทำอย่างจริงจังกันแล้ว

จากนั้นได้เยี่ยมชมการผลิตชุดเทวีศรีสัช เครื่องประดับทุกอย่างสำหรับการแต่งกาย ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ที่บ้านของ คุณวุฒิชัย แสนแสง 132 บ้านวง ต. ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชชยาลัย จ.สุโขทัย ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับในการแต่งกายชุดไทย หลากหลายรูปแบบ

ตามมาด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น คือการฟั่นเทียน โดย ป้าสมบูรณ์ โฆษประสิทธิ์ วัย 72 ปี เลขที่ 67 หมู่ 3 บ้านเมืองเก่า ต.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

ป้าสมบูรณ์ เล่าให้ฟังว่า การฟั่นเทียนถือเป็นหนึ่งภูมิปัญญาที่เกิดจากการถ่ายทอดซึมซับเรียนรู้ เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตจากอดีตนับเนื่องสู่ปัจจุบัน โดยป้าสมบูรณ์ บอกว่า ตนได้รับการถ่ายทอดการฟั่นเทียนนี้มาจากผู้เป็นแม่ ตั้งแต่อายุ 15 ปี โดยเป็นเทียนไขจากผึ้งแท้ ที่ใช้สำหรับงานมงคลเท่านั้น เช่น ใช้สำหรับทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์, ทำน้ำมนต์, พระสงฆ์สวดพระคาถา เป็นต้น

วิธีการเริ่มจากนำรังผึ้งป่าที่ได้มา ต้มเคี่ยวแล้วทิ้งไว้ ไขจากรังผึ้งจะลอยอยู่เหนือน้ำ จากนั้นจึงนำมาหลอมเทใส่ชามเป็นก้อนเตรียมใว้ เวลาจะใช้ก็จะนำใส่เตาให้ความร้อนแต่พอเหมาะ เพียงให้ไขผึ้งอ่อนตัวเล็กน้อย จากนั้นนำใส้เทียนวางเป็นแนวยาวตามขนาดที่ต้องการแล้วนำไขผึ้งหนัก 1 บาท หรือ 15.2 กรัม หรือมากน้อยกว่านั้นแล้วแต่ขนาดที่จะทำ มาแปะเป็นก้อนแล้วคลึงกับไม้กระดานเรียบๆ หุ่มห่อใส้จนได้แท่งเทียนตามความต้องการ วิธีการนี้เรียกว่าฟั่น แล้วตัดใส้เทียน นำมาห่อกระดาษเป็นอันเสร็จขบวนการ

เทียนที่ทำจากรังผึ้งป่านี้ เมื่อนำมาดมจะมีกลิ่นหอมของรังผึ้ง จึงได้รับความนิยม มีการสั่งทำเข้ามาตลอดทั้งจากร้านขายสังฆภัณท์หรือตามวัดต่างๆ ที่จะจัดงานพิธีต่างๆ แต่ขณะนี้รังผึ้งที่จะนำมาฟั่นเทียนหายากขึ้นทุกวัน และคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีสนใจสืบทอด

รายละเอียดสอบถาม http://www.tourismthailand.org/sukhothai ททท.สำนักงานสุโขทัย พื้นที่รับผิดชอบ : สุโขทัย, กำแพงเพชร,​ อุตรดิตถ์ ที่อยู่ : 130 ถ.จรดวิถีถ่อง ต.ธานี อ.เมือง จ.สุโขทัย 64000 โทร. 0 5561 6228-9 e-Mail : tatsukho@tat.or.th หรือ เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย โทร. 1672

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*