ททท.ภาคกลาง สำรวจแหล่งท่องเที่ยวเส้นทางกองทัพเรือ กรุงเทพ-สมุทรปราการ และพื้นที่ใกล้เคียง

ททท.ภาคกลาง นำสื่อมวลชน เดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวเส้นทางกองทัพเรือ กรุงเทพ-สมุทรปราการ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยเริ่มต้นจาก พระราชวังเดิม กองทัพเรือ พระราชวังเดิม หรือ พระราชวังกรุงธนบุรี เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นพระราชวังเพียงแห่งเดียวที่สร้างขึ้นในสมัยธนบุรี โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2311 เพื่อใช้เป็นที่ประทับและว่าราชการ  

อีกทั้งยังเคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ชั้นสูงในราชวงศ์จักรีหลายพระองค์ ภายหลังจากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงศ์สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานพระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ โดยทรงขอให้รักษาซ่อมแซมสิ่งที่ปลูกสร้างที่มีมาแต่เดิม ได้แก่ ท้องพระโรง ตำหนักของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและศาลศีรษะปลาวาฬ เมื่อโรงเรียนนายเรือย้ายออกไปตั้งที่สมุทรปราการเป็นการถาวร กองทัพเรือ ได้ใช้พระราชวังเดิมเป็นที่ตั้งของ กองบัญชาการกองทัพเรือมาจนถึงปัจจุบัน  

ภายในพิพิธภัณฑ์ มีลักษณะของมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมเป็นหลัก มีอาคารที่สำคัญๆ ที่ตกทอดจากสมัยกรุงธนบุรี ภายในอาคารจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผา ภาพวาด อาวุธ และเงินตราสมัยโบราณ เป็นต้น

โครงการอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม ดำเนินการโดย มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม มี พลเรือเอก ประเจตน์ ศิริเดช เป็น ประธานมูลนิธิ และ แพทย์หญิง คุณหญิง นงนุช ศิริเดช เป็นรองประธานมูลนิธิ ได้ริเริ่มโครงการขึ้นในปี พ.ศ. 2538 ในสมัยที่ พล.ร.อ. ประเจตน์ ดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บัญชาการทหารเรือ

ด้วยจุดมุ่งหมายให้เป็นที่สำหรับประชาชนทั่วไปได้ศึกษาหาความรู้จากแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาติ และรักษาสิ่งที่เป็นอนุสรณ์อันเป็นมรดกวัฒนธรมของชาติไว้ โดยก่อนเริ่มการบูรณะได้มีการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม สถาปัตยกรรมและโบราณคดี เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องหรือใกล้เคียงและคงสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

พระราชวังเดิม หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า พระราชวังกรุงธนบุรี เป็นพระราชวังหลวงเพียงแห่งเดียวของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ในพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของ ป้อมวิไชยเยนทร์ ที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้โปรดให้สร้างพระราชวังเดิมขึ้นภายหลังจากที่ทรงกอบกู้เอกราชให้แก่ชาติไทยเมื่อปี พ.ศ. 2310 เพื่อใช้เป็นที่ประทับและว่าราชการเมื่อทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี  พร้อมกับปรับปรุงป้อมวิไชยเยนทร์และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นป้อมวิไชยประสิทธิ์ ตำแหน่งที่ตั้งของพระราชวังหลวงนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากมีป้อมปราการที่มั่นคง สามารถสังเกตการณ์ได้ในระยะไกล อีกทั้งยังใกล้กับเส้นทางคมนาคมและเส้นทางการเดินทัพที่สำคัญ

อาณาเขตของพระราชวังเดิมในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพื้นที่ตั้งแต่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ขึ้นมาจนถึงคลองเหนือวัดอรุณราชวราราม โดยรวมวัดอรุณฯ กับ วัดโมฬีโลกยาราม (วัดท้ายตลาด) เข้าไว้ในเขตพระราชวัง ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ได้ทรงย้ายราชธานีมาอยู่ฝั่งพระนคร

ศาลศีรษะปลาวาฬหลังเดิม ที่ภายในมีประดูกปลาวาฬ

โดยสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นเป็นที่ประทับ พระราชวังกรุงธนบุรี จึงได้มีชื่อว่า พระราชวังเดิม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และได้ทรงกำหนดเขตวังให้แคบกว่าเดิมโดยให้วัดทั้งสองแห่งอยู่ภายนอกพระราชวัง พระราชวังเดิมจึงเหลืออาณาเขตเพียงทิศเหนือจรดวัดอรุณฯ ทิศใต้ จรดคลองบางกอกใหญ่ ทิศตะวันออก จรดแม่น้ำเจ้าพระยา และทิศตะวันตก จรดวัดท้ายตลาด ดังเช่นปัจจุบัน

นอกจากนั้นแล้ว พระราชวังเดิม ยังเคยเป็นสถานที่พระราชสมภพของ ของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงดำรงพระอิศริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และประทับอยู่ที่พระราชวังเดิม

ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2443

โดยทรงมีพระราชกระแสให้กองทัพเรือ รักษา ซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่มีมาแต่เดิมอันได้แก่ ท้องพระโรง พระตำหนักของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ ศาลศีรษะปลาวาฬ

ซึ่งกองทัพเรือ หรือ กรมทหารเรือในขณะนั้น ได้ซ่อมแซมโบราณสถานดั้งเดิม อาคารและเรือนพัก เป็นกองบังคับการโรงเรียนนายเรือ อาคารเรียนและอาคารนอนนักเรียน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2449 (ปัจจุบันกองทัพเรือ ได้ถือเอาวันที่ 20 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันกองทัพเรือ )

ภายหลังจากที่โรงเรียนนายเรือ ได้ย้ายออกไปนอกพระราชวังเดิม กองทัพเรือ ได้ดัดแปลงแก้ไขอาคารเดิมโรงเรียนนายเรือ เป็นแบบทรงไทย ใช้เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพเรือตราบจนปัจจุบัน และกองทัพเรือ ก็ได้ดำเนินการซ่อมแซมโบราณสถานต่างๆ ภายในพระราชวังเดิมเรื่อยมา จวบจนในปี พ.ศ. 2538 จึงได้มีการก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานภายในพระราชวังเดิม เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ดูแลรักษา ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลของโบราณสถานภายในพระราชวังเดิม

สำหรับโบราณสถานภายในพระราชวังเดิม ประกอบไปด้วย

1. อาคารท้องพระโรง เป็นอาคารประธานของพระราชวังเดิม มีลักษณะเป็นอาคารทรงไทย ตรีมุข วัสดุมุงหลังคาเป็นกระเบื้องดินเผาสีส้มชนิดหางเหลี่ยมไม่เคลือบสี ด้านจั่วประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์และนาคสะดุ้ง สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.2310 พร้อมกับการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี อาคารท้องพระโรงประกอบไปด้วย พระที่นั่งสององค์เชื่อมต่อกัน คือ พระที่นั่งองค์ทิศเหนือ เรียกว่าท้องพระโรง ใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ขณะเสด็จออกว่าราชการ ส่วนพระที่นั่งองค์ทิศใต้ที่อยู่ติดกับพระที่นั่งองค์แรก เรียกกันว่าพระที่นั่งขวาง เป็นส่วนราชมณเฑียร หรือพระราชฐานชั้นกลางอันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์

ท้องพระโรง

2. อาคารตำหนักเก๋งคู่หลังใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิศริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ในระหว่างปี พ.ศ.2367 – 2394 โดยคงจะมีพระดำริให้สร้างขึ้นพร้อมกับการปรับปรุงอาคารตำหนักเก๋งคู่หลังเล็กที่มีมาแต่เดิม มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่าง ไทยกับจีน หลังคาทรงจั่วแบบจีน ภายในอาคารมีพระทวารและพระแกลแบบไทย

ส่วนหลังคามีการเขียนลวดลายจีนแบบปูนเปียก บริเวณหน้าจั่วและคอสองโดยรอบอาคาร สำหรับบริเวณกรอบเช็ดหน้า มีการจำหลักลวดลายเป็นรูปฐานสิงห์ อันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกฐานานุศักดิ์ของอาคารที่ใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายเท่านั้น

3. อาคารเก๋งคู่หลังเล็ก สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชกาลที่ 1- 2 เนื่องจากรากฐานของอาคารอยู่ในระดับชั้นดินของยุคดังกล่าว รูปแบบของอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงประตูหน้าต่างให้เข้ากับสภาพอากาศในสมัยหลัง

4. อาคารตำหนักเก๋งสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างขึ้นเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระอิศริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ราวปี พ.ศ.2367 – 2394 ลักษณะอาคารเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบตะวันตกหรือเรียกว่าตึกแบบอเมริกัน และหากพิจารณาทางด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมอาจถือได้ว่า อาคารนี้เป็นตำหนักแบบตะวันตกหลังแรกที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ระฆังจีน ซึ่งอยู่ในท้องพระโรงชั้นนอก มีคำจารึกเป็นภาษาจีนไว้ที่ตัวระฆัง จึงแน่ใจว่าเป็นระฆังจีน พระรัตนมุนี เจ้าอาวาส วัดหงษาราม (ปัจจุบันเรียกว่า วัดหงส์รัตนาราม) ถวาย พลเรือเอก สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงนครราชสีมา สำเร็จราชการกระทรวงทหารเรือ เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๖๗ เพื่อเป็นของสำหรับพระราชวังเดิม ระฆังจีนใบนี้ ยังมีอยู่ที่ท้องพระโรงจนถึงปัจจุบันนี้

โดยอาจเป็นตึกก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยา มีหน้าจั่วปีกนก 2 ด้าน ส่วนประกอบต่างๆ ของอาคารที่เป็นไม้ ทาด้วยสีเขียวแก่ทั้งหมด อันเป็นสีที่นิยมใช้สำหรับตำหนักหรืออาคารในสมัยนั้น

5. ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้ง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จมาประทับ ณ พระราชวังเดิมราวปี พ.ศ. 2424 – 2443 ได้มีพระดำริให้สร้างแทนศาลหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม ภายในประดิษฐานพระบรมรูปของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในท่าประทับยืนและทรงพระแสงดาบ

6. ศาลศีรษะปลาวาฬ ในระหว่างการขุดพื้นที่ระหว่างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระตำหนักเก๋งคู่ ได้พบฐานอาคารทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งจากการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดี คาดว่าน่าจะเป็นอาคารศาลศีรษะปลาวาฬหลังเดิม ที่ภายในมีประดูกปลาวาฬ

พระราชวังเดิมนั้นมีความสำคัญทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ และความงามด้านสถาปัตยกรรม ผู้ที่อยากจะเข้ามาชมพระราชวังเดิม สามารถมาได้ในวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี ที่นี่จะเปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. โดยไม่ต้องทำจดหมายล่วงหน้า เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และนอกจากจะมาชมพระราชวังเดิมแล้ว ก็ยังได้มารำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอีกด้วย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โทร. 0-2475-4117, 0-2466-9355, 0-2472-7291

รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย โทร. 1672

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*