กิจกรรมล่องเรือเปิดเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำ “เที่ยวท่องล่องนาวี สดุดีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” (4)

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. โดยภูมิภาคภาคกลาง ร่วมกับกองประชาสัมพันธ์ กองทัพเรือ จัดกิจกรรมล่องเรือเปิดเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา “เที่ยวท่องล่องนาวี สดุดีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” เยี่ยมชม วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

วัดเทวราชกุญชร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิด วรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๙๐ ถนนศรีอยุธยา แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

 

อาณาเขต ทิศเหนือติดกับถนนศรีอยุธยา ตอนโค้งลงแม่น้ำเจ้าพระยาและเขตท่าวาสุกรี ทิศใต้ติดกับปากคลองผดุงกรุงเกษม และตลาดเทวราชของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทิศตะวันออกติดกับถนนศรีอยุธยา และตลาดเทวราชของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาและเขตอภัยทานท่าน้ำวัดเทวราชกุญชร

วัดเทวราชกุญชร นามเดิมว่า “วัดสมอแครง” เป็นวัดเก่าแก่โบราณ มีมาก่อนสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ได้ทรงสถาปนาใหม่ ต่อมาเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (ต้นสกุลมนตรีกุล) พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ จากนั้นกรมพระพิทักษ์เทเวศร (ต้นสกุลกุญชร ณ อยุธยา) พระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้ากุญชร” พระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงบูรณ์ปฏิสังขรณ์

วัดเทวราชกุญชร ตั้งเมื่อ พ.ศ. 1850 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2400 เดิมเป็นวัดราษฎร์สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เหตุที่เรียกกันว่าวัดสมอแครง เล่ากันว่าเพราะมีต้นสมอร่องแร่งมาก แต่บางท่านสันนิษฐานว่า คำว่าสมอ เพี้ยนมาจาก คำว่า ถมอ (ถะมอ) เป็นภาษาเขมรแปลว่า หิน วัดนี้คงเรียกกันครั้งแรกว่า ถมอแครง แปลว่า หินแกร่งหรือหินแข็ง

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงรับเป็นพระอารามหลวงและพระราชทานนามว่า “วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร” พระองค์ทรงนำคำว่า เทวราช มานำหน้าพระนามของพระองค์เจ้ากุญชร ซึ่งเป็นพระนามเดิมของกรมพระพิทักษ์เทเวศรผู้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้

พระอุโบสถ มีขนาดใหญ่และสูง กว้าง 17 เมตร ยาว 36 เมตร กรมพระพิทักษ์เทเวศร ทรงสร้าง มีเขตพัทธสีมา กว้าง 26 เมตร ยาว 43.50 เมตร มีกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ ที่มุมกำแพงแก้วมีเจดีย์อยู่ทั้ง 4 มุม ภายในกำแพงแก้วด้านทิศเหนือมีวิหารก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นศาลารายก่ออิฐถือปูนหลังคามุงกระเบื้องดินเผา

จิตรกรรมภาพวาดเจือจางหาย คงไว้แต่ศรัทธาของพระสงฆ์และสามเณร ตลอดจนประชาชนที่แวะเวียนเข้ามาประกอบพิธีกรรม เกรงจะเป็นภัยด้วยหมดสภาพขาดการบูรณะ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่ทันสมัย แต่ก็ขาดผู้จัดการ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2544 ท่านเจ้าคุณพระศรีวชิรโมลี เปรียญธรรม 9 ประโยค อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง (ปัจจุบันมีราชทินนามว่า พระราชสุธี) รับพระบัญชามาเป็นเจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร แล้วความนี้ก็ทราบถึง ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ และท่านผู้หญิงมณฑินี มงคลนาวิน ซึ่งเป็นผู้นำคณะศรัทธา รับเป็นประธานอำนวยการบูรณะพระอุโบสถ โดยมอบหมายให้ นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากรและศิลปินแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการเปิดซองและคัดเลือกผู้ก่อสร้าง ได้แก่ บริษัท ดำรงค์ก่อสร้างวิศว จำกัด ด้วยมูลค่าการบูรณะปฏิสังขรณ์จำนวน 12,500,000 บาท (สิบสองล้านห้าแสนบาทถ้วน) เริ่มบูรณะเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2545 โดยศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ประกอบพิธีบูชาสักการะประธาน และบวงสรวงเทพยดา สกัดปูนและรื้อกระเบื้องหลังคาพระอุโบสถเป็นปฐมฤกษ์ การบูรณะปฏิสังขรณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและก้าวหน้าตามสัญญาว่าจ้าง บูรณะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2546

พระประธานมีอายุกว่า 200 ปี และขาดการบูรณปฏิสังขรณ์มีสภาพชำรุดไม่ต่างจากพระอุโบสถ เช่น ผิวองค์พระผุกร่อน ทองที่ปิดองค์พระซีดจางเลือนราง ในปี พ.ศ. 2546 พระราชสุธี เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร จึงได้ปรึกษากรมศิลปากร และได้ดำเนินการบูรณะองค์พระประธานทั้งหมดจนแล้วเสร็จ ส่วนฐานชุกชีพระประธานในพระอุโบสถได้ทำการบูรณะพร้อมกับพระประธาน โดยปั้นเสริมลายที่ชำรุด ฉีดกาวอัดชั้นปูนที่เป็นโพรง ทำพื้นลงรักปิดทอง และประดับกระจกสี จนแล้วเสร็จในปีเดียวกันนั้น

จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ด้านข้างทั้ง 2 ด้าน เหนือช่องหน้าต่างเขียนภาพเหตุการณ์เหล่าเทพยดามาชุมนุมกัน ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้านล่างระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพภิกษุกำลังปลงอสุภกรรมฐาน ส่วนจิตรกรรมที่ผนังตอนล่างระหว่างช่องประตูหน้าเป็นภาพทศชาติ เรื่อง สุวรรณสาม และด้านหลังเป็นภาพวัดเทวราชกุญชรเดิมก่อนที่จะมีการสร้างพระอุโบสถหลังนี้

พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ฝีมือช่างสมัยทวารวดี ประดิษฐานบนฐานชุกชี หน้าตักกว้าง 4.35 เมตร สูงตั้งแต่พระเพลาถึงยอดเปลวรัศมี 5.64 เมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานนามพระประธานประจำพระอุโบสถ นามว่า “พระพุทธเทวราชปฏิมากร” เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546

ประวัติของพระพุทธรูปองค์นี้ คุณหลวงวรศักดิ์ภูบาล เล่าว่า ในหลวงรัชกาลที่ 3 ทรงทราบมาว่า กรุงศรีอยุธยาพบพระทององค์ใหญ่โปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นพระพิทักษ์เทเวศรไปอันเชิญลงมายังพระนคร ในกรมได้ทรงต่อแพอันเชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่ล่องลงมา ครั้นถึงปากคลองเทเวศร์ แพเกิดดื้อฉุดเท่าไรก็ไม่มายังตำหนักแพ จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นพระพิทักษ์เทเวศร อันเชิญพระพุทธรูปนี้ขึ้นที่วัดสมอแครง ถนนศรีอยุธยา ตัดจากสวนจิตรลดา พุ่งลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งใจจะผ่าวัดเทวราชกุญชรออกเป็นสองซีก โดยจะรื้อพระอุโบสถเพราะคิดว่าพระประธานเป็นพระก่อด้วยอิฐ แต่ปรากฏว่าพระประธานเป็นพระทอง ทางการเลยตัดถนนเลี้ยวขวาไปลงแม่น้ำเจ้าพระยา (นิทานชาวไร่)

พิพิธภัณฑ์สักทอง วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร (Golden Trek Museum)

เป็นบ้านไม้สักทองหลังใหญ่เดิมเป็นบ้านไม้สักทองจำนวน 11 หลัง แล้วนำไม้เก่าทั้ง 11 หลังมารวมแล้วปลูกเป็นบ้านหลังเดี่ยว ทางเจ้าของบ้านได้ขอร้องให้ มูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน รับซื้อไว้ เพราะเชื่อว่าทางมูลนิธิฯจะรักษาสภาพไม้ไว้เป็นอย่างดี

จากนั้นได้ดำเนินการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สักทองลักษณะเป็นทรงปั้นหยาประยุกต์สองชั้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การอนุรักษ์ไม้สักทอง เป็นศูนย์เผยแพร่ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนา และให้ผู้ศรัทธาได้สักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระรูปปั้นไฟเบอร์กลาสของสมเด็จพระสังฆราช 19 พระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์สักทอง มองเห็นลักษณะเรือนปั้นหยาประยุกต์สองชั้น

เปิดเวลา 10.00-17.00 น. ค่าเข้าชม 30 บาทต่อคน และมีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้และแนะนำสถานที่

เมื่อเข้ามาภายใน จะได้สัมผัสกับแอร์เย็นฉ่ำตลอดทั้งสองชั้น และด้านในพิพิธภัณฑ์มีความปราณีต งดงาม และสะอาดมาก จัดวางสิ่งของเป็นระเบียบ ไร้ฝุ่น แสดงว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เมื่อเข้ามาด้านในเจ้าหน้าที่จะแนะนำสถานที่ แนะนำวงปีของไม้สักทองที่ใช้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์สักทอง ทำให้รู้ว่าไม้สักทองที่นี้อายุยืนยาวมากมาย และเทียบให้เห็นภาพว่าแต่ละปีที่ผ่านมาไม้สักทองผ่านร้อนผ่านหนาวและผ่านยุคสมัยใดมาบ้าง และอนุมานว่าไม้สักที่ใช้ในการสร้างพิพิธภัณฑ์สักทองนี้อายุประมาณ 479  ปี ความใหญ่โตของเสาไม้สักขนาดสองคนโอบ มีเสาทั้งหมด 59 ต้น

บริเวณห้องโถงห้องประวัติสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 19 พระองค์ ส่วนองค์ที่ 19 องค์ปัจจุบันเป็นภาพถ่าย กระจกสีครึ่งวงกลม แสดงปรัชญา “นิติธรรม ยุติธรรม สันติธรรม”

ที่ตั้ง : เลขที่ 90 ถนนศรีอยุธยา แขวงวชิระพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่ 08.00 – 17.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2281 2430

วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร เลขที่ 90 ถนนศรีอยุธยา แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โทร 0-2281-2430 อีเมล์ : watdevaraj@hotmail.com, www.facebook.com/watdevaraj, Line ID @watdevaraj

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. ภูมิภาคภาคกลาง โทร. 02 250 5500 ต่อ 1333, 1343 และ โทร.1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*