การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชิญสื่อมวลชนเดินทางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว แม่สอด-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน (1)

นายฉัตรชัย ชินคำ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. เชิญสื่อมวลชนร่วมเดินทางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว แม่สอด-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน เพื่อการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ในช่วงฤดูร้อน เพื่อการนำเสนอและแนะนำแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจในเมืองสามแม่ โดยมี นายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน ร่วมให้การต้อนรับ และอำนวยความสะดวกในการเดินทางครั้งนี้

สื่อมวลชนเยี่ยมชม วัดมงคลคีรีเขตร์

วัดมงคลคีรีเขตร์ (ครูบาสร้อย) ตั้งอยู่ริมทางหลวงสายแม่สอด-ท่าสองยาง-แม่สะเรียง บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 138 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสองยาง พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบสูงเป็นเนินลาดอยู่ติดกับ ลำห้วยแม่จวง สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2462 ประชาชนร่วมใจกันสร้างวัดนี้ และนิยมเรียกว่า วัดท่าสองยาง ตามชื่อของหมู่บ้าน

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดนี้คือ กุฏิครูบาสร้อย ขันติสาโร อดีตเจ้าอาวาสวัดมงคลคีรีเขตร์ มรณภาพเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2541 เป็นที่เคารพของประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวพม่าเชื้อสายกะเหรี่ยงที่อยู่ตรงข้ามอำเภอชายแดนฝั่งตะวันตก เชื่อกันว่าเป็นผู้ที่มีอาคมกล้าแข็งสามารถป้องกันอันตรายต่างๆ ให้กับผู้ที่เคารพนับถือ ซึ่งวัดนี้อยู่ตรงข้ามกับค่ายทหารกะเหรี่ยง มีชื่อค่ายว่า แม่ตะวอ เมื่อมีการสู้รบรุนแรง ดังนั้นชาวบ้านและกระเหรี่ยงทั้งไทย และพม่า จึงเข้ามาหลบภัยอยู่ที่วัดนี้นี่เอง ครูบาสร้อยได้มรณภาพเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2541 ปัจจุบันอยู่ในโลงแก้วในกุฏิที่ท่านเคยอยู่โดยไม่เน่าเปื่อย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปกราบนมัสการขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลได้ทุกวัน

หลวงพ่อครูบาสร้อย ขันติสาโร เกิดวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2472 ที่ตำบลละหานทราย อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อได้ 7 ขวบ โยมบิดา โยมมารดา ถึงแก่กรรม ท่านจึงอยู่ในความดูแลของคุณยาย ในวัยเด็กท่านมีโอกาสถวายน้ำตาลแด่พระธุดงค์ และพระธุดงค์รูปนั้นได้กล่าวกับท่านว่า เมื่อโตขึ้นให้บวช จนกระทั้งท่านเรียนจบประถม 4 คุณยายจึงพาไปบวชเณรที่วัดชุมพรใกล้บ้าน มีหลวงพ่อมั่นเป็นพระอุปัชฌาย์ และได้เล่าเรียนการบริกรรมด้วยการตกลูกประคำ เพื่อฝึกสมาธิจนมีจิตใจมั่นคงดีแล้ว หลวงพ่อมั่นจึงสอนอาคมต่างๆ ควบคู่กับการปฏิบัติสมาธิ และออกธุดงค์รุกขมูลไปยังสถานที่ต่างๆ จนล่วงได้อายุ 22 ปี จึงอุปสมบท มีหลวงพ่อมั่นเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อสุข เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อสุต เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ขันติสาโร หลังจากอุปสมบทแล้วท่านได้กราบลาหลวงพ่อมั่น เพื่อไปฝึกปฏิบัติกรรมฐานกับหลวงพ่อสุข

ในช่วงนั้นหลวงพ่อสุขได้ให้ท่านขึ้นครูกรรมฐาน โดยเน้นหนักในเรื่องปฏิบัติกรรมฐาน หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ท่านปฏิบัติจนมีความสุข บางทีถึงกับไม่ได้หลับได้นอน แต่ก็แปลกไม่ง่วงนอนแต่อย่างไรเลย ต่อมาหลวงพ่อทองสุขได้สอนวิชาที่สำคัญให้กับท่านคือ วิชาการตรวจดูบุญวาสนา และเวรกรรมของผู้ป่วยเพื่อรักษาโรคต่างๆ ให้กับผู้ป่วย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านปฏิบัติสมาธิอยู่บนศาลาได้มีอาการปวดศีรษะจึงขอหลวงพ่อสุขไปนอนเพื่อพักผ่อน ในระหว่างนอนหลับ วิญญาณของท่านได้หลุดจากร่างไปเหมือนมรณภาพไปได้ 7 วันเต็ม ในระหว่างนั้นหลวงพ่อสุขได้ทำพิธีช่วยพาวิญญาณท่านกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งเป็นวิชาเดียวกันกับที่ท่านได้ช่วยชีวิตเด็กชาวกระเหรี่ยงให้ฟื้นคืนชีพกลับคืนมาแล้ว

ต่อมาในพ.ศ. 2497 หลวงพ่อสร้อยได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯและจำพรรษาที่วัดมหาธาตุ ศึกษาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่ถึง 7 เดือน จึงลาพระอาจารย์ชาดกกลับไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดกลางนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ พอออกพรรษาท่านได้ร่ำลาญาติโยมเพื่อออกรุกขมูลไปตามสถานที่ต่างๆ จนถึงนครพนมและข้ามไปฝั่งลาว กลับมามุกดาหารเข้าสู่เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร ช่วงนั้นท่านเดินหลงป่ามาทะลุที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จนกระทั่งถึงดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ท่านได้พบกับหลวงปู่แหวน และได้ศึกษาข้อธรรมต่างๆ ระยะหนึ่งจึงกราบลาหลวงปู่แหวน ออกรุกขมูลต่อไปจนถึงอำเภอแม่สะเรียง โดยจำพรรษาที่วัดศรีบุญเรือง พอออกพรรษา ท่านทราบจากญาติโยมว่ามีวัดร้างที่ท่าสองยาง ท่านจึงคิดจะไปอยู่เพื่อปฏิบัติธรรม ในสมัยนั้นการเดินทางลำบากมาก เมื่อเดินทางมาถึงชาวบ้านต่างดีใจที่ได้พบพระสงฆ์ เมื่อมาถึงวัดท่าสองยางแล้ว หลวงพ่อได้พบกับพระรูปหนึ่ง ชื่อครูบาเสือ หรือชาวบ้านเรียกตุ๊เจ้าเสือ จำวัดอยู่เพียงรูปเดียว ซึ่งวัดนี้ยังไม่มีกุฏิ มีเพียงกระต๊อบเก่าๆ เท่านั้น ในบรรดาศรัทธาของชาวบ้านท่าสองยางนี้ เมื่อเห็นหลวงพ่อมาถึงวัดนี้ จึงพากันมาเที่ยวหาหลวงพ่อประมาณ 4 – 5 คน และถามหลวงพ่อว่าท่านจะไปไหน หลวงพ่อตอบว่า “อาตมาภาพจะไปที่ แม่ระมาดและแม่สอด แต่จะขอพักที่วัดนี้สักหนึ่งคืนพรุ่งนี้ อาตมาจะเดินทางต่อไป” คืนนั้นหลวงพ่อได้สนทนากับครูบาเสือพอสมควรและขอให้ครูบาเสือหาคนให้เพื่อนำทางส่ง แต่ครูบาเสือท่านกลับไปบอกกลุ่มชาวบ้านได้มาขอให้หลวงพ่อจำพรรษาที่วัดนี้ เมื่อหลวงพ่อเห็นว่าคณะศรัทธาทุกคน มีเจตนาที่ดีในทางพุทธศาสนา หลวงพ่อจึงตัดสินใจรับนิมนต์ของคณะศรัทธาของชาวบ้าน ซึ่งช่วยสร้างกุฎิมุงด้วยใบตองตึงให้ท่านจำพรรษา และจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ตลอดเรื่อยมา

จนล่วงมาถึงพ.ศ. 2503 หลังฉันอาหารเช้า ท่านเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวจึงไปพักผ่อน ปรากฏว่าวิญญาณท่านได้ออกจากร่างเป็นครั้งที่ 2 แต่เพียง 1 วัน ท่านก็ฟื้น

ต่อมาในพ.ศ. 2505 ท่านจึงได้สร้างวัดเพื่อให้ถูกต้อง มีวิสุงคามวาสี เหมือนกับเทวดาที่รักษาวัดจะทราบเรื่องราว คืนนั้นในสมาธิเทวดาซึ่งเป็นเจ้าที่ได้มาปรากฏและถามท่านถึงความต้องการ ท่านจึงบอกไปว่าจะทำการบูรณะปรับปรุงวัดให้ดีขึ้น ช่วงกำลังก่อสร้างมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จนถึง พ.ศ. 2506 จึงสร้างเสร็จ ท่านเป็นพระที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาวบ้านและลูกศิษย์อย่างมากมาย จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2541 เวลา 07.19 น. ท่านได้หยุดดับธาตุขันธ์ เมื่ออายุ 69 ปี ทิ้งเหลือไว้แต่คุณงามความดีที่ยังคงประทับในหัวใจของลูกศิษย์เสมอมา ถึงแม้ท่านจะดับขันธ์ไปแล้วปัจจุบันร่างของท่านก็ไม่เน่าเปื่อย

หลวงพ่อครูบาสร้อย ได้ชื่อว่าเป็น เทพเจ้าแห่งท่าสองยาง บ้านมะตะวอ เป็นพระอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องจากลูกศิษย์ทั้งหลายว่า เป็นหลวงพ่อที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งบ้านมะตะวอ เป็นที่เคารพของประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวพม่าเชื้อสายกะเหรี่ยง

วัดมงคลคีรี ตั้งอยู่เลขที่ 20 บ้านท่าสองยาง หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. สำนักงานตาก เลขที่ 193 ถ.ตากสิน ต.หนองหลวง อ.เมือง จ.ตาก 63000 โทร. 0 5551 4341-3, 0 5551 4344 e-Mail tattak@tat.or.th http://www.tourismthailand.org/tak

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน เลขที่ 4 ถ.ราชธรรมพิทักษ์ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน 58000 โทร. 0 5361 2982-3 e-Mail tatmhs@tat.or.th http://www.tourismthailand.org/maehongson

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*