กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ล่องเรือ ไหว้พระ เสริมสิริมงคลชีวิต ประจำปี 2562 “ท่องเที่ยววิถีนนท์ที่คนยังไม่รู้” (1)

จากนั้นต่อด้วย วัดแดงธรรมชาติ เป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2400 ซึ่งได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2428 ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “วัดแดง” เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือพระครูปรีชาพัฒนาโสภณ เล่าว่า “ชื่อของวัดนั้นสันนิษฐานว่า มีชาวบ้านนำวัวแดงมาเลี้ยงในบริเวณวัด ในครั้งนั้นจึงเรียกว่า “วัดวัวแดง” เรียกไปเรียกมา คำว่า “วัว” หายไป กลายเป็น”วัดแดง” แต่ชื่อของวัดไปซ้ำกับวัดอีกแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า “วัดแดง” โดยวัดนั้นเดิมทีก็เรียกว่า “วัดแดง” แต่ภายหลังเพิ่มคำว่า “ประชาราษฎร์”  เป็น”วัดแดงประชาราษฎร์” ส่วนที่วัดแห่งนี้ไม่ทราบว่า “ธรรมชาติ” เติมไปตอนไหนใครเป็นผู้เติม ช่วงหนึ่งเรียกว่า “วัดแดง” บางช่วงก็เรียกว่า “วัดแดงธรรมชาติ” เมื่อได้เป็นเจ้าอาวาสจึงใช้ว่า “วัดแดงธรรมชาติ” เพื่อไม่ให้ซ้ำกับวัดอื่นๆ 

ท่านเจ้าอาวาสยังได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน หรือ ศูนย์อนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมบ้านวัดแดง ซึ่งเป็นที่รวบรวมของใช้เก่าแก่เพื่อให้เป็นที่ศึกษารุ่นหลังต่อไป ภายในบริเวณวัดมีศาสนสถาน และปูชนียวัตถุที่สำคัญควรค่าแก่การอนุรักษ์ และศึกษาในด้านของสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม จิตรกรรม ต่างๆ อย่างมากมาย 

มี พระปางนาคปรก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย รูปแบบเป็นปูนปั้น หน้าตัก 36 ศอก (17.5 เมตร) สูง 45 เมตร องค์สีขาวมุก เม็ดพระศกสีดำ พญานาคปรกสีเขียวงดงามด้วยพุทธลักษณะอันดี สร้างขึ้นเพื่อปกปักษ์รักษาประเทศไทย และ พระศาสนา ตลอดจนคนไทยทุกคน รวมถึงเป็นอนุสรณ์และแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนนทบุรี โดย พระครูปรีชาพัฒนโสภณ เจ้าอาวาสวัดแดงธรรมชาติองค์ปัจจุบัน ผู้ที่เคารพศรัทธาและรวมพลคนเกิดวันเสาร์และสายญาณปู่นาคาสามารถมารวมจิตรวมใจกันที่วัดแดงธรรมชาติแห่งนี้  บริเวณฐานองค์พระนาคปรกด้านล่างมีเศียรพญามุจจลินทร์ขนาดเท่ากับเศียรด้านบน ก่อสร้างขึ้นเพื่อให้ลูกหลานกราบไหว้อย่างใกล้ชิดสะดวกต่อการเข้าถึงองค์ปู่นาคา ซึ่งมีบริการเทียนพญานาคที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ลมแรงอย่างไรก็ไม่มีดับ เสริมศิริมงคล ราคา 99 บาท ตลอดจนการสร้างบุญบารมีบริจาคทรัพย์ซื้ออุปกรณ์การก่อสร้าง อาทิ อิฐ ปูน ทราย เหล็ก เกร็ดพญานาค เม็ดพระศก บัวฐานพระ เสาบัลลังค์ สามารถเข้าไปกราบไหว้ได้ทุกวัน โดยเฉพาะวันเสาร์มีการสวดมนต์ 108 จบ บูชาพระเสาร์พิชิตความจนพ้นจากเวรกรรม บริเวณฐานพระนาคปรก นับว่าเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่

ต่อด้วย วัดฉิมพลีสุทธาวาส ความโดดเด่นของวัดนี้ อยู่ที่ความงดงามของตัวอุโบสถและเจดีย์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา ถือเป็นอุโบสถที่สวยงามที่สุดในจังหวัดนนทบุรีเลยก็ว่าได้ อุโบสถเป็นอาคารทรงโรงขนาด 5 ห้องหลังคาลด 2 ชั้นฐานแอ่นโค้งทรงเรือสำเภาด้านหน้าของหน้าบันมีลวดลายเหมือนหน้าบันอุโบสถวัดสุทัศน์ แต่มีขนาดเล็กกว่า

วัดฉิมพลีสุทธาวาส ตั้งอยู่บนเกาะเกร็ดทางด้านทิศใต้ เป็นวัดโบราณ ที่ชาวบ้านสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเรียกกันว่า วัดป่าฝ้าย มีชื่อเต็มว่า วัดฉิมพลีสุทธาวาส มีพระอุโบสถเก่าขนาดเล็กลักษณะงดงามมาก และยังคงสภาพสมบูรณ์ตามแบบเดิม หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถล้อม รอบด้วยลายดอกไม้ ยอดมณฑป ซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างเป็นแบบหน้านางซึ่งยังคงความงามอยู่ ฐานพระอุโบสถโค้งแบบเรือสำเภา ด้านเหนือพระอุโบสถมี เจดีย์ทรงระฆังซึ่งแปลก 2 ตัวอีกด้วย

อาณาบริเวณของวัดฉิมพลีในปัจจุบันนั้นใหญ่กว่าในอดีต เนื่องจากรวมเอาอาณาบริเวณของวัดป่าเลไลย์ ซึ่งในขณะนี้เป็นวัดร้างเข้าด้วยกันแล้ว วัดป่าเลไลย์นี้มีพระอุโบสถที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง และมีกว่าที่อื่น คือ มีกระจกสีประดับอยู่ที่องค์เจดีย์ นอกจากนี้ยังมีตุ๊กตาจีนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ข้างประตูกำแพงพระอุโบสถ ใบเสมาทำจากหินชนวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปากเกร็ด บานประตูเขียนลายทองรดน้ำภาพเสี้ยวกาง ที่งดงาม แต่ได้ลบเลือนไปมากแล้ว รวมทั้งยังมีความสูง 1.69 เมตร ส่วนพระประธานและพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยแบบอยุธยา ได้นำไปประดิษฐานที่พระอุโบสถวัดฉิมพลี แต่ได้ถูกคนร้ายลักลอบขโมยไปทั้งสององค์

ถัดไปเป็น วัดปรมัยยิกาวาสเป็นวัดโบราณ น่าจะสร้างหลังจากพระเจ้าท้ายสระโปรดให้ขุดคลอง เมื่อ พ.ศ. 2264 ชาวเรือเรียก วัดปากอ่าว จนปี พ.ศ. 2307 พม่าบุกยึดเมืองนนทบุรี กลายเป็นวัดร้างเมื่อปี พ.ศ. 2317 ชาวมอญที่อพยพมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ คนมอญเรียกว่า เภี่ยมู้เกี้ยเติ้ง ในปี พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดกฐินวัดมอญ 4 วัด ได้แก่ วัดปากอ่าว วัดรามัญ (วัดเกาะพระยาเจ่ง) วัดบางพัง และวัดสนาม (สนามเหนือ) ต่อมาทรงเห็นว่าวัดปากอ่าวทรุดโทรมมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดใหม่ทั้งวัดโดยรักษารูปแบบมอญไว้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สนองพระคุณพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ผู้ทรงอภิบาลพระองค์มาแต่ทรงพระเยาว์ และได้พระราชทานนามวัดว่า วัดปรมัยยิกาวาส ซึ่งมีความหมายว่า วัดของพระบรมอัยยิกา

วัดปรมัยยิกาวาส มีสิ่งที่น่าชมอยู่หลายอย่าง ที่ท่าเรือวัดจะพบปราสาทไม้ห้ายอดซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเหม (โลงศพมอญ) ของอดีตเจ้าอาวาสตั้งวางอยู่ ส่วนพระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากอิตาลี ศิลปะยุโรปแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 พระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นพระปางมารวิชัย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐานวรการ ผู้ที่สร้างพระสยามเทวาธิราช รัชกาลที่ 5 ทรงยกย่องว่าพระประธานองค์นี้งามด้วยพระพักตร์ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริง

สถานที่เคารพแห่งสุดท้าย พุทธสถานเชิง-ท่าหน้าโบสถ์ สันนิษฐานว่าเป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง บริเวณด้านข้างของศาลมี ศาลเจ้าพ่อเสือ แสดงถึงเจ้าพ่อเสือดำ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนละแวกนี้ให้ความเคารพบูชา และเจดีย์วัดเชิงท่า ซึ่งยังคงหลงเหลือสภาพดังปัจจุบันตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 2506

วัดหน้าโบสถ์ สันนิษฐานว่าเป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง เป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งของชุมชนมอญที่บ้านปากเกร็ด เช่นเดียวกับวัดเชิงท่าซึ่งทั้งสองวัดตั้งอยู่ที่ปากคลองตลาด วัดหน้าโบสถ์ ตั้งอยู่ที่ปากคลองบางตลาดฝั่งเหนือ วัดเชิงท่าตั้งอยู่ที่ปากคลองฝั่งใต้ และอยู่ใกล้ด่านขนอนบ้านปากเกร็ด ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ วัดหน้าโบสถ์และวัดเชิงท่าเป็นวัดที่สำคัญในชุมชนในย่านปากด่านนี้มาก เชิงท่า – หน้าโบสถ์ ถูกสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง แต่ทางกรมชลประทานต้องการใช้พื้นที่ ดังกล่าว จึงทำการเวนคืน พื้นที่ของวัดและชุมชนใกล้เคียงและมีการย้ายวัดหน้าโบสถ์มารวมอยู่กับวัดเชิงท่า เทศบาลนนทบุรีและกรมศิลปากรได้ทำการปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อเป็น “พุทธสถานเชิงท่า – หน้าโบสถ์” สัญลักษณ์คือ ด้านหน้าของพระอุโบสถของวัดหน้าโบสถ์และศาลเจ้าพ่อเสืออยู่ด้านข้างของวัด ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเคารพนับถือของผู้คนในบริเวณนี้ ภายในพุทธสถานประกอบด้วยศาลเจ้าพ่อเสือหลวงพ่อเสือ (เสือดำ) พระอุปคุตหลวงพ่อโต (พระประธาน) ภาพวาดหลวงปู่เริ่ม (อดีตเจ้าอาวาส วัดหน้าโบสถ์)

ทางกรมชลประทานได้สร้างวัดชลประทานรังสฤษฏ์ให้ใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2499-2502  วัดหน้าโบสถ์และวัดเชิงท่าจึงกลายเป็นวัดร้าง โบราณสถานของวัดหน้าโบสถ์ยังมีพระอุโบสถเก่าซึ่งมีร่องรอยจิตรกรรมฝาผนัง ด้วย ในพระอุโบสถมีพระประธานค่อนข้างสมบูรณ์ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อโต” กำแพงแก้วบางส่วนชำรุดมาก เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง 4 องค์อยู่ตรงมุมกำแพงแก้ว แต่ชำรุดทรุดโทรมมาก บางองค์เหลือแต่ฐานของเจดีย์ ใกล้ๆ พระอุโบสถมีซากพระพุทธรูปหลายชิ้นกองอยู่ ส่วนวัดเชิงท่ายังมีซากเจดีย์และซากพระอุโบสถเหลืออยู่ ปัจจุบันทางกรมชลประทานได้ร่วมกับกรมศิลปากรจะบูรณะวัดหน้าโบสถ์ขึ้นใหม่

นักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถเดินทางไปลงทะเบียนหน้างาน ณ บริเวณริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี ในวันอาทิตย์ที่ 9, 16 มิถุนายน 2562 ตั้งแต่เวลา 06.00 – 10.00 น. ไม่มีการจองล่วงหน้า รวมทั้งไม่ต้องกลัวว่าเรือจะเต็ม เพราะทางเทศบาลมีเรือรองรับมากกว่า 20 ลำ เรือลำนึงจุคนได้ 80-100 คน โดยลำแรก เรือออกเวลา 7.00 น. และจะใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 5-6 ชม.

สอบถามข้อมูล เทศบาลนครนนทบุรี โทร. 0 2589 0500 ต่อ 2124

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*