กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ล่องเรือ ไหว้พระ เสริมสิริมงคลชีวิต ประจำปี 2562 “ท่องเที่ยววิถีนนท์ที่คนยังไม่รู้”

เส้นทางของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ล่องเรือ ไหว้พระ เสริมสิริมงคลชีวิต ประจำปี 2562 “ท่องเที่ยววิถีนนท์ที่คนยังไม่รู้” ซึ่ง ททท.ภูมิภาคภาคกลาง ร่วมกับ เทศบาลนครนนทบุรี จัดขึ้น โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยใช้เรือโดยสารกว่า 33 ลำ ล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยาไปยังวัดต่างๆ ในเส้นทางโดยไม่เสียค่าโดยสาร แต่ให้นักท่องเที่ยวไปจับจ่ายใช้สอย ทำบุญ ซื้ออาหาร สินค้าต่างๆ ที่ชาวบ้านเตรียมมาต้อนรับ สร้างรายได้ให้กับชุมชน และปลูกฝังให้เด็กๆ (มัคคุเทศน์น้อย) เกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตน

สำหรับเส้นทางการท่องเที่ยวนี้มีรายละเอียดประกอบด้วย การเริ่มต้นจากท่าน้ำนนทบุรี ซึ่งนักท่องเที่ยวควรเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณท่าน้ำนนทบุรี คือ ศาลเจ้าแม่ทับทิม ศาลเจ้าเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ 

“ศาลเจ้าแม่ทับทิม” ภายในมีรูปปั้น “เจ้าแม่จุ้ยป่วยเนี้ยว” ที่แปลว่า เจ้าแม่ชายน้ำ ซึ่งเป็นเทพธิดาที่ได้รับความเคารพนับถือจากชาวเรือและชาวประมงเป็นอย่างยิ่ง โดยถือกันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเลที่คอยคุ้มครองผู้เดินทางทางเรือ และที่มาของศาลแห่งนี้นั้นสืบเนื่องมาจากในอดีต เมืองนนทบุรีถือได้ว่าเป็นเมืองท่าและชุมทางค้าขายทางเรือที่สำคัญแห่งหนึ่งนั่นเอง

เจ้าแม่จุ้ยป่วยเนี้ยว มักจะถูกเรียกขานกันชื่อหนึ่งว่า “เจ้าแม่ทับทิม” จากพลอยสีแดงทับทิมอันเป็นเครื่องประดับประจำองค์ที่สวมใส่อยู่เสมอ ต่อมาพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนในจังหวัดนนทบุรีคิดจะสร้างศาลเจ้าประจำจังหวัด เพื่อเป็นที่เคารพบูชาของชาวตลาดนนทบุรี เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จึงได้อัญเชิญองค์เจ้าแม่ทับทิมเข้ามาประดิษฐานไว้ในศาล รวมทั้งได้จำลององค์เจ้าพ่อหลักเมืองที่ประดิษฐ์อยู่ที่ศาลเจ้าปากคลองอ้อม เข้าประดิษฐานด้วยและนับจากนั้นมา ทั้งชาวจีนและบรรดาพ่อค้าแม่ขายที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว ต่างก็อยู่อาศัยกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ทำมาค้าขายร่ำรวยทั่วหน้า

กล่าวกันว่าผู้ที่ศรัทธาและเข้ามาสักการะอธิษฐาน ณ ศาลแห่งนี้ มักจะสมประสงค์ในเรื่องของการทำมาค้าขาย

ถัดมา ในบริเวณใกล้เคียงกันจะเป็น ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี หลังเก่า

ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี (หลังเก่า) ตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำนนทบุรี ใกล้กับหอนาฬิกา เป็นอาคารไม้สักทองเก่าแก่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ลักษณะอาคารสร้างด้วยไม้สัก เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ที่ประยุกต์ให้เข้ากับภูมิอากาศเขตร้อน หันหน้าออกสู่แม่น้ำ บนเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 51 ตารางวา เป็นอาคาร 2 ชั้นก่ออิฐถือปูน มี 7 หลัง วางผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบลานกว้าง เชื่อมต่อด้วยระเบียงทางเดินทำด้วยไม้ที่ยื่นออกมารอบอาคาร ด้วยคุณค่าทางสถาปัตยกรรม และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรจึงขึ้นทะเบียนอาคารหลังนี้เป็นโบราณสถานในปี พ.ศ. 2524 

เดิมทีจุดประสงค์ให้เป็นโรงเรียนกฎหมาย แต่เนื่องจากยังไม่มีบุคลากร จึงได้ใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนราชวิทยาลัย ซึ่งได้เปิดสอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2454-2469 และได้ยุบโรงเรียนราชวิทยาลัย โดยโอนย้ายนักเรียนไปรวมกับโรงเรียมหาดเล็กกรุงเทพ ต่อมาได้รับพระราชทานนามใหม่จาก รัชกาลที่ 7 ว่า “วชิราวุธวิทยาลัย” อาคารหลังนี้จึงได้ใช้เป็นศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ระหว่างปี พ.ศ.2471 – 2535 จากนั้นใช้เป็น ที่ตั้งวิทยาลัยมหาดไทย จนถึงปี พ.ศ.2551

นับจากปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป อาคารหลังนี้ได้รับการอนุรักษ์ และปรับปรุงให้เป็นที่ตั้ง พิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาของจังหวัดนนทบุรีอย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความรู้ ความภาคภูมิใจ และความรักในท้องถิ่นให้แก่ชาวนนทบุรี โดยพิพิธภัณฑ์นี้รวบรวม เก็บรักษา และจัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตลอดจนมรดกทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของชาวนนทบุรี

จากนั้นจะเป็นเส้นทางเดินเรือ ซึ่งประกอบไปด้วยการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เริ่มต้นจาก ศาลหลักเมืองนนทบุรี (เดิม) สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และเป็นที่เคารพบูชาของชาวนนทบุรี ตั้งอยู่บริเวณใต้สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ เปรียบสมือนที่สถิตย์ของดวงวิญญาณที่จะคอยปกป้องบ้านเมืองให้ร่มเย็นและปลอดภัย

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนนทบุรี (ปากคลองอ้อม) ตั้งอยู่ที่ปากคลองอ้อม ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมือง แต่เดิมเป็นศาลาไม้ทรงไทย เมื่อเวลาผ่านมานานกว่า 400 ปี ก็ผุพังไปตามกาลเวลา ปัจจุบันศาลเจ้าพ่อหลักเมืองได้รับการบูรณะมาหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน เป็นศาลาทรงไทยโบราณก่ออิฐถือปูนอย่างมั่นคง ผสมผสานกับวัฒนธรรมแบบจีน มีระเบียงโดยรอบศาล และบริเวณด้านนอกศาลเจ้าพ่อหลักเมืองด้านซ้ายมีตำหนัก ร.5 (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) และด้านขวาเป็นศาลเจ้าแม่กวนอิม

ศาลหลักเมืองเดิม สร้างขึ้น พ.ศ. 2092 รัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กรุงศรีอยุธยา อยู่ระหว่างวัดหัวเมืองกับวัดท้ายเมือง ครั้น พ.ศ. 2179 สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดเกล้าฯ ขุดคลองลัดเมืองนนทบุรีตอนใต้ของวัดท้ายเมือง ไปทะลุทางออกของแม่น้ำอ้อมหน้าวัดเขมา (เดิมแม่น้ำเจ้าพระยาไหลวกเข้าไปทางบางใหญ่ และออกมาทางบางกรวย) กระแสน้ำเปลี่ยนไปคลองขุดใหม่กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน 

พ.ศ. 2208 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเล็งเห็นว่าตามที่แม่น้ำเปลี่ยนทางเดินใหม่คลองที่ขุดกลายเป็นแม่น้ำ อาจทำให้ข้าศึกเข้ามาประชิดพระนครได้ง่าย เห็นควรหาทางป้องกันข้าศึกศัตรูให้มั่นคง ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมปราการตรงปากแม่น้ำอ้อม และให้ย้ายเมืองนนทบุรีจากบ้านตลาดขวัญมาอยู่ที่ปากแม่น้ำอ้อมด้วย พร้อมกับได้สร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขึ้น ณ ที่นี้ เพื่อความเจริญมั่นคงของบ้านเมืองสืบไป

ภายในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เป็นที่ประดิษฐานของ องค์เจ้าพ่อหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าแม่ทับทิมและเจ้าพ่อแสงมณี องค์เจ้าพ่อหลักเมือง มีลักษณะเป็นเจว็ดไม้มงคลแกะสลัก แผ่นไม้รูปคล้ายใบเสมา แต่ทำทรงสูง ด้านหน้าจำหลักเป็นรูปเทวดายืน บนศรีษะสวมชฎาทรงสูง

จากนั้นจึงเป็นการล่องเรือ ไหว้พระ โดยเริ่มจาก วัดโตนด

วัดโตนดเป็นวัดราษฎร์ สร้างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศักราช 2404 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2512 ตั้งอยู่ที่บ้านตลาดขวัญ หมู่ที่ 9 ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ที่มาของชื่อวัด “โตนด” ไม่มีหลักฐานปรากฏ แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมในขณะนั้น และจากคำบอกเล่าของพระครูนนทกิจพิบูลย์ (หลวงปู่เก๋) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ นนทบุรี ซึ่งบ้านเกิดของท่านอยู่บริเวณหน้าวัดโตนด ได้เล่าว่าชาวบ้านบริเวณรอบวัดประกอบอาชีพทำนาเป็นส่วนใหญ่ และนิยมปลูกต้นตาลไว้ที่คันนาเป็นจำนวนมาก จึงมีอาชีพทำน้ำตาลโตนดด้วย ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของชื่อวัดที่สื่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ วัดโตนดตั้งอยู่ริมคลองอ้อม และเป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนนิยมมาทำบุญ จึงมักมีผู้ที่เดินทางมาทำบุญถวายสังฆทานอยู่เสมอ นอกจากนี้ที่ท่าน้ำหน้าวัดยังมีจุดให้อาหารปลาและมีการไถ่ชีวิตโค-กระบือ รวมทั้งให้อาหารแก่โค-กระบือด้วย

วัดโตนด ไหว้พระประธานในอุโบสถ และสักการะ พระพุทธมหาโภคานุกุล เพื่อเสริมสิริมงคล ก่อนแวะไปเดินเที่ยวตลาดน้ำประชารัฐวัดโตนด ซึ่งตั้งอยู่ติดคลองอ้อมนนท์ มีอาหารคาวและขนมหวานหลากหลาย จำหน่ายในราคาไม่แพง แถมรสชาติยังอร่อยถูกใจ

ต่อกันด้วย วัดบางระโหง จะเลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อใหญ่ และหลวงพ่อขาวเป็นที่เคารพสักการะ โดยแม่ค้าพายเรือผ่านหน้าวัดมักตั้งจิตอธิตฐานแล้ววักน้ำมาลูบเนื้อลูบตัว โดยเชื่อว่าจะค้าขายดี ช่วงเกณฑ์ทหารก็จะมีคนมาบนบานให้แคล้วคลาดจากการถูกเกณฑ์ทหารกัน

วัดบางระโหงสร้างขึ้นในสมัยใดไม่ทราบแน่ชัด แต่มีการบูรณะซ่อมแซมในสมัย รัชกาลที่ 3 ความเป็นมาของวัดบางระโหงนั้น เท่าที่สอบถามจากชาวบ้านได้ความว่า วัดบางระโหงสร้างขึ้นโดยชาวจีนชื่อ นายหงษ์ ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากหงสาวดี จึงให้นามวัดว่า “วัดบางหงษ์” และต่อมาเพี้ยนเป็น “วัดบางเรือหงษ์” และ “วัดบางระโหง” ในที่สุด และจากคำบอกเล่าต่อๆ กันมาว่านายหงษ์เป็นคนร่ำรวยในยุคนั้นพอสมควร เพราะสังเกตุจากซุ้มที่ครอบใบเสมา และใบเสมาของวัดบางระโหงนั้นมีความงดงามมาก ถ้าเป็นชาวบ้านสามัญธรรมดาก็ไม่น่าจะออกแบบการสร้างได้สวยงามขนาดนี้ น่าจะเป็นผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์หรือเศรษฐีร่ำรวยในยุคนั้นจริง

วัดบางระโหง ตั้งอยู่ที่ 44 หมู่ที่ 9 ตำบลบางกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ริมฝั่งคลองอ้อมนนท์ อันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม ชุมชนย่านเมืองนนทบุรีมีพระอารามหลวงและวัดราษฎร์ที่มีความเก่าแก่งดงาม เป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมของไทย มีงานศิลปกรรมที่มีคุณค่า งานสถาปัตยกรรม จิตรกรรมที่สามารถหาชมได้จากวัดบางระโหงแห่งนี้    

พระอุโบสถพระอุโบสถหลังเก่าเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 5 ห้อง ด้านหน้าประกอบด้วยมุขระเบียง โดยมีบันไดขึ้นลงทางด้านข้าง 2 ด้าน ส่วนฐานพระอุโบสถเป็นชุดฐานปัทม์ ไม่มีการประดับลวดลายใดๆ ตัวอุโบสถก่อเป็นผนังหนาเพื่อรองรับน้ำหนักของโครงสร้างหลังคา ผนังด้านข้างประกอบด้วยเสาอิงสลับกับหน้าต่างทั้ง 6 ช่องเสา ส่วนผนังสกัดด้านหน้า – หลัง ทำประตูทางเข้าออกด้านหน้า 2 ช่อง ส่วนด้านหลังเจาะช่องประตูเพียงช่องเดียว หลังคา ทำเป็นมุขลดหน้า – หลัง แต่ะละมุขซ้อนกัน 2 ตับ ไม่ปรากฎทวยรับชายคา

มีเครื่องประกอบหลังคาแบบประเพณี คือ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันเป็นหน้าบันแบบไทยประเพณี ประกอบด้วยงานปูนปั้นประดับกระจกสีต่างๆ เป็นลายก้านขดออกปลายกนกและดอกพุดตาน กระจยเต็มพื้นที่หน้าบัน ส่วนของหน้าบันส่วนล่างเจาะช่องรูปกลีบบัว 3 ช่อง ภายในมีรูปต้นโพธิ์ ถัดออกไปด้านข้างคือหน้าอุดปีกนกตกแต่ง ด้วยลายก้านขดออกปลายกนก ใต้หน้าบันไม่ทำปีกนกหรือสาหร่ายรวงผึ้งพระเจดีย์พระเจดีย์ 2 องค์ตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ เป็นเจดีย์ทรงเครื่องในผังสีเหลี่ยมเพิ่มมุมไม้สิบสอง โดยประกอบด้วยส่วนฐานบัวรองรับชุดฐานสิงห์ 3 ฐานรองรับบัวทรงคลุ่มและองค์ระฆังที่ทรงสูงเพรียว บัวทรงคลุ่มเถาปลีและปลียอด ตามลำดับ

ต่อกันด้วย วัดไทรม้าใต้

วัดไทรม้าใต้ เป็นวัดเก่าแก่ สร้างเมื่อพ.ศ. 2332 โดยมีพระยาเสนาและพระยาทรง ดำเนินการสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยอยุธยาและมาได้รับการก่อสร้างเพิ่มเติม เป็นวัดที่เจริญมั่นคงในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อุโบสถหลังเก่าได้ผ่านการบูรณะซ่อมแซมในปีพ.ศ. 2450 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านเชิงสะพานพระนั่งเกล้า มีพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบ้านนับถือ คือ “หลวงพ่อใหญ่” ตามตำนานเล่าว่า เป็นพระพุทธรูปที่ลอยทวนน้ำมาหยุดอยู่ที่ท่าน้ำของวัดแห่งนี้ และหลวงปู่อินทร์ เจ้าอาวาสท่านแรกของวัด จึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่วัดไทรม้าใต้ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มป่าสวนผลไม้นานาชนิด หน้าวัดอยู่ทางทิศตะวันออก อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในวัดมีอาคารเสนาสนะต่างๆ ได้แก่ อุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2513 ลักษณะทรงไทย มีช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ หลังคาลด 3 ชั้น ซุ้มประตู หน้าต่างเป็นแบบบุษบก หน้าบันเป็นลายเครือเถาว์พรรณพฤกษา กุฎีสงฆ์จำนวน 5 หลัง เป็นอาคารคอนกรีตสองชั้น และอาคารไม้ หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ สร้าง พ.ศ. 2456 วิหาร ศาลาท่าน้ำ หอปริยัติธรรม สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.50 เมตร อีกองค์หนึ่งปางสมาธิหน้าตักกว้าง 60 เซนติเมตร พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร 2 องค์ นอกจากนี้มีพระพุทธรูปปางต่างๆ จำนวน 14 องค์ อยู่ที่วิหาร พร้อมด้วย “หลวงพ่อใหญ่”

ถัดไปเป็น วัดแคนอก เป็นโบราณสถานที่ควรแก่การอนุรักษ์ ประกอบด้วย อุโบสถหลังเก่า ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก, กุฏิทรงไทย ลวดลายช่อฟ้า ใบระกา ไม้ฉลุ หน้าบัน เป็นลายดอกโบตั๋น และหน้าอุโบสถยังมีเจดีย์ทรงรามัญ ๒ องค์ เรียกว่า พระมุเตา มีหอพระไตรปิฎกโบราณซึ่งสวยงาม และอาคารวิหารที่วิจิตรงดงาม อีกมากมาย

วัดแคนอก สร้างเมื่อ พ.ศ.2367 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เดิมมีชื่อเรียกว่า “วัดแคร่เบ็ญจ้น” เป็นวัดที่ชาวรามัญ อันมีพระยารามัญมุนี เป็นหัวหน้า ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้สร้างขึ้น ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกว่าวัดแค เมื่อ พ.ศ.2457 สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อคราวเสด็จตรวจการคณะสงฆ์ ได้ทรงเห็นว่าวัดแคมีอยู่ถึง 2 วัด จึงให้วัดที่อยู่ติดกับแม่น้ำว่า ”วัดแคนอก” และวัดที่อยู่ในสวนว่า ”วัดแคใน” เพื่อสะดวกในการเรียกชื่อ 

เมื่อปี 2475 พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์) ผู้นำคณะราษฎร์ ได้นำคณะมากราบสักการะพระประธานในอุโบสถเกิดความเลื่อมใสที่เห็นพระประธานหันหน้าลงทางทิศตะวันตกและสถานที่ปกคลุมไปด้วยต้นโพธิ์ใหญ่มีอายุหลายร้อยปี คิดว่า สถานที่นี้น่าจะเป็นสถานที่สถิตของเทวดาผู้ทรงฤทธิ์ ก็เลยพากันมาอธิษฐานจิตถวายต่อพระพุทธศาสนา ถ้าแม้กระทำการปฏิวัติสำเร็จ จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่ตรงนี้ให้เจริญ และแม้ละโลกนี้ไปแล้วก็ขอให้เอาอัฐิ มาบรรจุ ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อให้เป็นการบูชา 

เมื่อท่านได้ละโลกนี้ไปแล้ว ลูกหลานตระกูล “พหลโยธิน” ได้นำอัฐิของท่านมาบรรจุไว้ ณ วัดแคนอกแห่งนี้ และให้ลูกหลานได้บำรุงวัดแห่งนี้ให้เจริญต่อไป

วัดแคนอก ตั้งอยู่บนถนนสนามบินน้ำ เป็นโบราณสถานที่ควรแก่การอนุรักษ์ คือ อุโบสถ หลังเก่าซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก กุฏิทรงไทย ลวดลาย ช่อฟ้า ใบระกา ไม้ฉลุ หน้าบัน เป็นลายดอกโบตั๋น และหน้าอุโบสถยังมีเจดีย์ทรงรามัญ ๒ องค์ เรียกว่า พระมุเตา มีหอพระไตรปิฎกโบราณซึ่งสวยงาม และอาคารวิหารที่สวยงามสะอาดตา อีกมากมายเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติใช้แล้ว พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้มาสร้างหอระฆังรูปทรงดอกบัวตูมถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยมีความดำริว่า ”เราเคยชนะคนอื่นด้วยหอกด้วยดาบ อีกไม่ช้านานหอกและดาบนั้นคงคืนสนองแก่เรา” จึงสร้างซุ้มทั้ง 4 ทิศ เพื่อเป็นเครื่องป้องกันหอระฆัง (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตัวท่าน) ต่อมาได้สร้างโรงเรียนให้แก่ชุมชนท้องถิ่นให้ลูกหลานได้ศึกษาเล่าเรียน ให้ชื่อว่า โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง 1 (โรงเรียนวัดแคนอก)

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*